ข่าวสารและกิจกรรม
หน้าแรก    /    ข่าวสารและกิจกรรม    /    ฟินเทคกับประเทศไทย ในยุคไทยแลนด์ 4.0
ฟินเทคกับประเทศไทย ในยุคไทยแลนด์ 4.0

The Wisdom Wealth and Lifestyle Magazine : issue 043 April - June 2017 by KBANK : Cover Story
อภิรัตน์ หวานชะเอม, Senior Visionary Architect – KBTG

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ฟินเทค” (FinTech - Financial Technology) ได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และคงจะเป็นที่เอ่ยถึงยิ่งขึ้นต่อจากนี้ ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทั้งเรื่องของอินเตอร์เน็ตที่เปี่ยมประสิทธิภาพสมาร์ทโมบายที่เข้าถึงทุกคน บวกกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ล้วนส่งผลให้ฟินเทคมีบทบาทกับผู้คนทุกระดับและภาคธุรกิจทุกกลุ่มอย่างแน่นอนในอนาคต
ภายใต้กระแสเทคโนโลยีทางการเงินดังกล่าว นอกจากเรื่องรูปแบบการใช้เงินที่จะเปลี่ยนไป ยังมีความกังวลว่าฟินเทคสตาร์ทอัพ (FinTech Startup) อาจมารื้อถอน (Disrupt) ระบบหรือผู้ให้บริการทางการเงินที่มีอยู่เดิม ทว่าคุณอภิรัตน์  หวานชะเอม Chief Architect แห่ง “บีคอน อินเตอร์เฟส” (Beacon Interface) บริษัทสตาร์ทอัพภายใต้การสนับสนุนของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศในงานประกวดฟินเทคระดับโลกเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมามีมุมมองที่ต่างออกไป

“ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นอย่างนั้น” คุณอภิรัตน์ให้ความเห็น

กระแสฟินเทคในวันนี้
“ฟินเทค คือ เทคโนโลยีทางการเงินที่กำลังเป็นกระแสระดับโลก ขณะนี้ในบางประเทศแถบยุโรปไม่มีการใช้เงินสดกันแล้ว อาจเรียกได้ว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และไม่เฉพาะพื้นที่ในเขตเมืองหรือในย่านธุรกิจเท่านั้น แต่หมายถึงมีการใช้ e-Payment กันทั่วทั้งประเทศ แม้กระทั่งร้านกาแฟข้างทางก็ยังต้องจ่ายด้วยอิเล็กทรอนิกส์ นักท่องเที่ยวที่ไม่มี e-Wallet หากเดินทางไปประเทศนั้นๆ ก็จะพบกับความลำบาก” คุณอภิรัตน์พูดถึงกระแสฟินเทคในต่างประเทศ พร้อมแสดงความเห็นถึงกระแสดังกล่าวในเมืองไทยว่า

“สำหรับประเทศไทยอาจยังไปไม่ถึงขั้นนั้น เพราะปัญหาหลักในการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเป็น e-Payment ได้ทันทีก็คือ การนำเงินเข้าระบบ ซึ่งเมืองไทยเราคนส่วนใหญ่ยังใช้จ่ายกันด้วยเงินสด แม้แต่การซื้อของออนไลน์ บางอย่างเราก็ยังจ่ายด้วยเงินสด คือสั่งของทางออนไลน์ แต่รอรับของและจ่ายเงินปลายทางด้วยเงินสด ดังนั้นยังไม่ต้องพูดถึงการซื้อของที่เป็นออฟไลน์”

นอกจากเรื่องการนำเงินเข้าสู่ระบบ หรือการทำให้ทุกคนมีบัญชีธนาคารหรือ e-Wallet แล้ว อีกปัจจัยสำคัญของเมืองไทยคงเป็นความกังวลเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย “ใช่ เป็นเรื่องความเข้าใจของคน คนทำเทคโนโลยีอย่างผมก็จะบอกว่ามันปลอดภัย แต่ไม่มีความหมายว่าผมจะพูดอย่างไร อยู่ที่ทัศนคติของลูกค้าว่าคิดอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก หากมองย้อนกลับไปสมัยที่เรามีแฟกซ์ใหม่ ๆ คนก็จะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย สู้ยกหูโทรศัพท์คุยกันไม่ได้ ทั้งที่การคุยโทรศัพท์สามารถแอบฟังได้ง่ายมาก จากนั้นพอมี e-Commerce สมัยนั้นเป็นอินเตอร์เน็ตธรรมดา คนก็จะรู้สึกว่าแฟกซ์ปลอดภัยกว่า ซึ่งจริง ๆ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลายทางที่รอรับแฟกซ์เป็นคนที่เราต้องการให้เห็นข้อมูลหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะรู้สึกว่า สิ่งใหม่ไม่มีความปลอดภัยเท่าของเดิมที่มี หรือคุ้นเคยอยู่แล้ว” คุณอภิรัตน์ให้ข้อสรุป

ทำให้ผู้ใช้รู้สึกคุ้มค่าในสิ่งที่จะได้รับ
หากมองจากสาเหตุของปัญหา อาจดูเหมือนว่าแนวโน้มฟินเทคของประเทศไทยคงเป็นไปได้ยาก ซึ่งคุณอภิรัตน์มองว่า วิธีที่ถูกต้องไม่ใช่การแก้ที่ความเชื่อ แต่ควรหาวิธีการที่ทำให้ผู้ที่มีความกังวลมองว่าความเชื่อนั้นไม่น่ากลัวอีกต่อไป

“แม้ว่าเขายังคงเชื่อว่าจะเกิดความเสียหายขึ้น ก็ต้องหาวิธีการที่ทำให้ความเสียหายนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย ยกตัวอย่างการซื้อของด้วย Mobile Banking สำหรับหลาย ๆ คน บัญชีเงินฝากที่ผูกไว้ก็คือบัญชีเงินเดือน เลยกลัวกันว่าถ้ามีคนมาแฮกไปได้ ก็คือเงินหายทั้งก้อน เราจึงนำเสนอ e-Wallet ขึ้นมา ไม่ลิงก์ติดกับอะไรเลย ให้ลูกค้าเป็นคนนำเงินไปใส่เอง ดังนั้นแทนที่จะซื้อของออนไลน์ผ่านบัญชีเงินเดือนโดยตรง ก็ซื้อด้วย e-Wallet ที่เรานำเงินไปใส่ไว้ ถ้าสมมติมีคนแฮกไปได้จริง ๆ ก็จะเสียเงินแค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น เหมือนกับปัจจุบันที่เรากดเงินจากตู้เอทีเอ็มมาใส่กระเป๋าสตางค์ถ้าโชคร้ายกระเป๋าสตางค์หาย เงินก็หายไปแค่จำนวนหนึ่ง เป็นคอนเซ็ปต์เดียวกัน”

อย่างไรก็ตาม คุณอภิรัตน์มองว่าขณะเดียวกันก็ต้องสร้างแรงจูงใจให้คนรู้สึกอยากใช้ด้วย

“ตอนนี้เราทดลองให้ร้านค้ารอบ ๆ ตึก KBTG (KASIKORN Business - Technology Group) ใช้แอปพลิเคชัน K+ Wallet ซึ่งมีฟีเจอร์ที่ร้านค้าสามารถทำโปรโมชั่นแล้วแชร์ด้วยตัวเองได้เลยเล่นโปรโมชั่นได้แบบเรียลไทม์ เปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ เช่นวันนี้ร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยากทำโปรโมชั่นเกาเหลาหม้อไฟแชร์ปุ๊บ ลูกค้ารู้ได้ทันที พอร้านค้ารู้ว่าวิธีนี้เวิร์กก็อยากทำโปรโมชั่น เมื่อลูกค้ารู้ว่ามีโปรโมชั่นมากมายก็อยากใช้”

เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า จริง ๆแล้วความกังวลในการจ่ายเงินผ่าน e-Payment ไม่ใช่สิ่งที่เป็นปัญหา หากทำให้ผู้ใช้รู้สึกถึงความคุ้มค่าเมื่อได้ใช้งาน

บีคอน อินเตอร์เฟสพัฒนาเพื่อสร้างคุณค่าให้สังคม
เมื่อพูดถึงการสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้งาน บีคอน อินเตอร์เฟสสามารถสะท้อนถึงแนวทางของการสร้างคุณค่า (Value Creation) ให้กับสังคมของธนาคารกสิกรไทยได้เป็นอย่างดี นั่นคือแอปพลิเคชั่นการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟนสำหรับผู้บกพร่องทางการเห็น ให้สามารถทำธุรกรรมการเงินบนโลกออนไลน์ได้ด้วยตัวเองอย่างมั่นใจ ปลอดภัยและสะดวกรวดเร็วด้วยนวัตกรรม Non - location Based Interface ที่ไม่ต้องใช้การมอง ผนวกกับ Multi-sensory Feedbacks ที่คอยช่วยเหลือและชี้นำการใช้งานในทุก ๆ ขั้นตอน สอดคล้องกับแนวคิดของธนาคารกสิกรไทยที่ต้องการส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง

แอปพลิเคชั่นที่ บีคอน อินเตอร์เฟสพัฒนาขึ้นเป็นผลงานชิ้นแรกนี้ ได้รับถึง 2 รางวัลจากการเข้าประกวดในงานฟินเทคระดับโลก Singapore FinTech Festival 2016 ซึ่งมีผู้เข้าแข่งขันกว่า 650 โครงการจาก 50 ประเทศ รางวัลที่ได้คือ รางวัลชนะเลิศ Winner of Global FinTechHackcelerator จากธนาคารกลางของสิงคโปร์ และรางวัล Developer Hub Award จากหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขัน

จุดเด่นที่ชัดเจนคือ เป็นการพัฒนาแอปพลิเคชั่นการทำธุรกรรมทางการเงินที่คำนึงถึงผู้ใช้งาน มากกว่าที่จะเอาชนะในเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

“เราต้องการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้จริงๆ ปัจจุบันประเทศไทยมีคนตาบอดที่ลงทะเบียนประมาณ 2 แสนคน แต่คิดว่ามีมากกว่านี้อีกหนึ่งเท่า ส่วนผู้มีสายตาเลือนลางมีจำนวนมากกว่าคนตาบอดถึง 3 เท่า เนื่องด้วยประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อเราเข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น ต่อไปธนาคารจะเริ่มปิดสาขาลง เพราะลูกค้าเริ่มใช้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือแล้ว ทีนี้พอมือถือเป็นจอสัมผัส ลูกค้ากลุ่มนี้จะลำบากมาก ในอนาคตไม่มีธนาคารสาขาให้เดินไป แล้วถ้าเขายังใช้มือถือไม่ได้ด้วย เขาจะทำยังไง คอนเซ็ปต์ของบีคอน อินเตอร์เฟสคือ ทำยังไงให้คนกลุ่มนี้สามารถทำธุรกรรมการเงินได้เหมือนคนปกติ”

ไตรมาสที่สามของปีนี้ แอปพลิเคชั่นจะพร้อมใช้งานจริงโดยติดตั้งไว้ในแอปพลิเคชั่น K-Mobile Banking PLUS และนอกจากการทำธุรกรรมการเงินผ่านมือถือแล้ว ธนาคารกสิกรไทยยังจะนำนวัตกรรมดังกล่าวไปช่วยเหลือผู้บกพร่องทางการเห็นในชีวิตประจำวันด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไมโครเวฟ ตู้เย็นหรือแม้แต่การใช้ลิฟท์ เป็นต้น

ฟินเทคสตาร์ทอัพกับคอร์ปอเรทเป็นพาร์ทเนอร์กันได้
อีกด้านหนึ่งของฟินเทคที่มีการพูดถึงอย่างมากคือ การเกิดขึ้นของฟินเทคสตาร์ทอัพอาจมารื้อถอนระบบผู้ให้บริการทางการเงินที่มีอยู่เดิม ในประเด็นนี้คุณอภิรัตน์มีความเห็นที่ต่างออกไป

“ในตอนแรกคนอาจคิดว่าสตาร์ทอัพอาจมา disrupt คอร์ปอเรท เช่น บอกว่าสตาร์ทอัพจะมาแข่งกับธนาคาร ปัจจุบันผมคิดว่าคนเริ่มเห็นแล้วว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นอย่างนั้น สตาร์ทอัพสามารถเป็นพาร์ทเนอร์กับคอร์ปอเรทได้” คุณอภิรัตน์อธิบายพร้อมกับยกตัวอย่างเกี่ยวกับ Unbank หรือที่เรียกว่า MicroTransaction “จะมีตลาดหนึ่งที่เราเรียกว่า Unbank เป็นตลาดที่ธนาคารยังเข้าไม่ถึง เป็นกลุ่มคนที่ด้านไฟแนนซ์เชียลยังไม่เข้มแข็งพอที่ธนาคารจะเข้าไปซัพพอร์ตได้  หรือธุรกรรมที่เขาอยากทำอาจจะเล็กเกินกว่าที่ธนาคารจะเข้าไป ตัวอย่าง Unbank ที่ชัดเจน เช่น ตู้เติมเงิน กับตู้เอทีเอ็ม

“ตู้เอทีเอ็ม คนที่จะใช้ได้ต้องมีบัญชีธนาคารก่อน คนที่จะมีบัญชีธนาคารได้ต้องมีรายได้ระดับหนึ่ง ถ้าไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ก็ใช้เอทีเอ็มไม่ได้ ตู้เติมเงินจึงเข้ามารองรับเซ็กเมนต์พิเศษนี้ ธุรกรรมที่เล็กมาก ถูกมาก จนธนาคารไม่สามารถทำไหว ฟินเทคสตาร์ทอัพก็จะเข้ามาเสริมและได้ลูกค้ากลุ่มนี้ไปเป็นพาร์ทเนอร์กัน”

ฟินเทคกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสองเรื่องที่ได้รับการพูดถึงไม่น้อยไปกว่ากัน สำหรับ “ฟินเทค” และนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ของรัฐบาลซึ่งในประเด็นนี้คุณอภิรัตน์กล่าวว่า “ฟินเทคเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจแบบใหม่ เรียกได้ว่าฟินเทคคือซัพเซ็ทของไทยแลนด์ 4.0 ภาคธุรกิจจะต้อง innovative, smart และ optimize ยิ่งขึ้น และตอนนี้ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจเท่านั้นที่กำลังเชื่อมโยงกับแนวทางของไทยแลนด์ 4.0 ในส่วนของภาคการศึกษาก็มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ ให้เห็นด้วยเหมือนกัน ผมคิดว่าการศึกษาที่ผ่านมาเน้นผลิตคนเพื่อระบบอุตสาหกรรม เราต้องการคนที่มีระเบียบ ทำงานเก่ง ทำงานเร็ว และเชื่อฟัง แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว ยุคอุตสาหกรรมหรือ Industrial Age กำลังจะหมดไปยุคสารสนเทศหรือ Information Age กำลังจะเข้ามาแทนที่”

อย่างไรก็ตาม สำหรับนวัตกรรมเกี่ยวกับฟินเทคที่น่าสนใจในช่วงนี้ คงเป็นเรื่องของการพัฒนาไปสู่ AI และ Machine Learning ซึ่งธนาคารกสิกรไทยต้องก้าวไปถึงจุดนั้นด้วยเช่นกัน พร้อมกับเปลี่ยนไปสู่การเป็น Lifestyle Banking ซึ่งให้บริการที่เรียกว่า Personalized Services มากขึ้น

หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นผู้ให้คำปรึกษาส่วนตัวที่รู้ใจลูกค้า มากกว่าแค่เรื่องของการเงินการลงทุน

ติดตามสาระดีๆจาก KBTG ได้จากช่องทางต่างๆ
www.kbtg.tech, Facebook "KBTG Live", KBTG Channel บน Youtube